|
Conflict of Interests หมายถึง ความขัดแย้งกันของ ผลประโยชน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ดำรงตำแหน่งสาธารณะมีความสัมพันธ์กับผลประโยชน์ส่วนตน หรือเป็นสถานการณ์ที่บุคคล ขาดการตัดสินใจอันเที่ยงธรรมเนื่องจากมีหรือได้รับผลประโยชน์ หรือเป็นสถานการณ์ที่ส่งผล ดีต่อบุคคลใด บุคคลหนึ่ง แต่เกิดผลเสียต่อผู้อื่น สรุปได้ว่า หมายถึงผลประโยชน์ทับซ้อนความ ขัดแย้งกัน แห่งผลประโยชน์ การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย หรือความขัดแย้งกันระหว่างผล ประโยชน์ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วนรวม
ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิ ชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) โดยมีการแต่งตั้งหน่วยงานเพื่อสืบเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงจาก พฤติการณ์แห่งการกระทำ ซึ่งมุ่งลงโทษ ผู้กระทำความผิดทางวินัย ๓ สถาน คือ การทุจริตใน วงการราชการ การประพฤติมิชอบในวงการราชการ และการร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์เพิ่ม ขึ้นผิดปกติ ความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีต่อองค์กรเป็นปัจจัย พื้นฐานที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ของ องค์กร ในการตัดสินใจเพื่อ ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ คนส่วนน้อย หรือกลุ่มพวกพ้องนั้น เกี่ยวข้องกับหลักประชาธิปไตย ที่มีรากฐานของศีลธรรม ( Democratic Morality ) ซึ่งนัก บริหาร ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักการ และคุณค่าของส่วนรวม นอกจากนี้ยังต้องควบคุม สัจธรรมหรือ ความจริงในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง กับการตัดสินใจ ดังนั้นการรักษาและปกป้อง ความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นเครื่องทดสอบคุณธรรมและความซื่อตรงของนัก บริหาร ในส่วนของแนวทาง อรรถประโยชน์นิยม ( Utilitarianism ) ยึดถือหลักผลประโยชน์ สูงสุด ต่อคนส่วนใหญ่ ซึ่งในทางปฏิบัตินักบริหารอาจเผชิญกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแนว ทาง หลักจริยธรรม โดยต้องตระหนักถึงผลประโยชน์ ที่ดีที่สุดสำหรับส่วนรวม
ความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ถือเป็นพฤติกรรม การทุจริตประพฤติมิชอบ หรือเป็นการคอร์รัปชั่นประเภทหนึ่ง เนื่องจากเป็นการแสวงหาผล ประโยชน์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นการละเมิดต่อกฎหมายและจริยธรรม ในสถานการณ์ที่มีผล ประโยชน์ส่วนบุคคลที่ทับซ้อนส่งผลให้มีการใช้อำนาจไปแทรกแซง ดุลยพินิจในกระบวนการ ตัดสินใจ และทำให้ละทิ้งคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่สาธารณะ ขาดความเป็นอิสระ ความเป็น กลาง และความเป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์สาธารณะ ( Public Interest ) ทำให้ ผลประโยชน์หลัก ( Primary Interest ) ขององค์กร หน่วยงาน สถาบันและสังคมต้อง สูญเสีย ไป ซึ่งอาจเป็นผลประโยชน์ทางการเงิน คุณภาพการบริการ ความเป็นธรรมในสังคม คุณค่า ที่ดีงาม รวมทั้งโอกาสในอนาคต
ตัวอย่างรูปแบบของความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผล ประโยขน์ส่วนรวม ได้แก่ การรับผลประโยชน์จากการดำรงตำแหน่งหน้าที่ การใช้อิทธิพลเรียกผลประโยชน์ตอบ แทนการใช้ทรัพย์สินของทางราชการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน การใช้เวลาของทางราชการไป ทำกิจกรรมส่วนตัว การใช้ข้อมูลลับของทางราชการแสวงหา ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง การรับงานนอก ซึ่งส่งผลเสีย ต่อหน่วยงานราชการ การให้ของขวัญหรือของกำนัลเพื่อหวัง ความก้าวหน้า การช่วยญาติมิตร ให้ได้งานในหน่วยงานที่ตนมีอำนาจ การซื้อขายตำแหน่ง การ จ่าย ผลประโยชน์ทั้งที่เป็นตัวเงินหรือรูปแบบอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งการ เลื่อนระดับตำแหน่ง หรือ ความดีความชอบพิเศษ
การฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือการคอร์รัปชั่น ( Corruption ) หมายถึง การกระทำที่ ขัดต่อความซื่อสัตย์ คุณธรรมความดีและศีลธรรม เป็นการกระทำที่ เบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานของสังคม ผิดทำนองคลองธรรม กฎเกณฑ์หรือกฎหมาย เนื่องจาก การรับสินบนหรืออามิสสิน หรือการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้อง เพื่อให้ได้มาซึ่ง ผลประโยชน์ส่วนตน สรุป ความหมายของการคอร์รัปชั่นได้ ๓ ประเด็น คือ ประเด็นแรก เป็น กระบวนการเสื่อมสลายทางกายภาพ การขาดคุณธรรม และการทำลายที่ส่งผลต่อองค์รวม ประเด็นที่สอง เป็นการเสื่อมสลายทางด้านศีลธรรม การลดหรือการเสื่อมถอยจากความบริสุทธิ์ และประเด็นสุดท้าย เป็นการทำลายคุณธรรมและความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่สาธารณะ โดยการทุจริตหรือ ประพฤติมิชอบ
การฉ้อราษฎร์บังหลวง อาจมองได้เป็น ๒ มิติ คือ มิติแรก “การฉ้อราษฎร์ ” เป็นการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินจาก ประชาชนโดยการใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการกระทำการ หรือละเว้นการกระทำ รวมทั้งยิน ยอมให้บุคคลอื่นกระทำการมิชอบเพื่อให้ตนเองได้รับผลประโยชน์ มิติที่สอง “ การบังหลวง ” เป็นการเบียดบัง ทรัพย์สินของรัฐที่จะใช้ดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะมาเป็นของตนใน ทางมิชอบ มีคนกล่าวว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือการคอร์รัปชั่น หากเปรียบเป็นเชื้อโรคก็เป็น เชื้อโรคที่ฉลาดและเก่งกาจ คือไม่ฆ่าพาหะก่อนที่ตัวเชื้อโรคจะแพร่พันธุ์จึงระบาดอยู่นานและ ไม่ค่อยสูญพันธุ์ ซึ่งต่างจากเชื้อโรคทั่วไปที่ฆ่าพาหะอย่างรวดเร็วทำให้ระบาดอยู่ไม่นานและ สูญพันธุ์ในที่สุด สาเหตุที่การคอร์รัปชั่นยังดำรงอยู่ในสังคมไทย ทั้งนี้เนื่องจากการคอร์รัปชั่น มีกระบวนการปรับตัวได้ดี โดยมีลักษณะเฉพาะ คือ มีวิธีการ มากมายและหลากหลาย มีลักษณะซับซ้อนและยากต่อการเข้าใจ เป็นวัฒนธรรมย่อย ซึ่งคน ส่วนใหญ่ ในสังคมเริ่มมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่จัดแบ่งกันได้ลงตัว ผู้เกี่ยวข้องต่างได้ผลประโยชน์ร่วมกันมากน้อย ขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่และ ความเสี่ยงต่อการ รับผลผิดพลาด และเป็นคดีความ ที่ไม่มีผู้เสียหาย เนื่องจากทรัพย์ที่เสียหายมักเป็นทรัพย์ของ แผ่นดินหรือเป็นของสาธารณะ นอกจากนี้กฎระเบียบข้อบังคับของทางราชการยัง ไม่รัดกุมพอ ต่อการป้องกันการคอร์รัปชั่น
นายแพทย์ ประเวศ วะสี ได้เสนอวิธีการจัดการกับการคอร์รัปชั่นไว้ ๑๐ ประการ ดังนี้ ๑) การรณรงค์สร้างจิต สำนึกทางคุณค่าใหม่ ๒)การพัฒนาวิชาการด้านการปราบปรามการคอร์รัปชั่นให้เท่าทัน ๓) ระบบการรับแจ้งเบาะแสข้อมูลและการคุ้มครอง ผู้ให้ข้อมูลต้องมีประสิทธิภาพ ๔) การวิจัยด้านการสืบสวน คดีต้องลงลึกโดยมีระบบสืบสาวถึงต้นตอ ๕) องค์กรอิสระต้องเข้มแข็ง ๖) จัดระดับความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับราชการให้ชัดเจน ๗) มีการทบทวนกฎหมาย และกฎระเบียบใหม่ทั้งหมด ๘) การดำเนินงานทุกอย่างควรโปร่งใส ๙) ทิศทางการพัฒนาที่เน้นการบริโภคนิยมต้องทบทวนใหม่ให้เหมาะสม และ ๑๐) ประชาสังคมต้องมีความเข้มแข็ง
มาตรการแก้ไขและป้องกันการคอร์รัปชั่น ๑. มาตรการเร่งด่วนหรือระยะสั้น ได้แก่ การสร้างความชัดเจนและลดการใช้ดุลยพินิจ ในการปฏิบัติงานราชการซึ่งมีผลต่อ การเรียกค่าตอบแทน การดูแลควบคุมขนาดของผล ประโยชน์ที่เย้ายวนและจูงใจให้เกิดการแสวงหา การส่งเสริมให้มีการแข่งขันที่จะนำไปสู่การ ลดการผูกขาดและการแสวงหาผลประโยชน์ รวมทั้งการลดความซับซ้อนของระบบซึ่งจะช่วยลด ขั้นตอนและการแทรกแซงจากกลุ่มผล ประโยชน์
๒. มาตรการระยะยาว ได้แก่ การปลูกฝัง อบรม สั่งสอน ตั้งแต่เด็กให้ใช้หลักเหตุผล หล่อ หลอมวิธีคิดและสามารถเชื่อมโยงได้ว่าอะไร คือ “ สาธารณะ ” การสร้างจิตสำนึกและการ ปฏิบัติในระบบเปิดในหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องตรวจสอบให้โปร่งใสโดยมีมาตรการที่ป้องกันการกระทำที่แสวง หาผลประโยชน์ส่วน ตน
๓. มาตรการเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ การเสริมสร้างระบบวัฒนธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยมีกระบวนการขัดเกลาทางสังคม ( Socialization Process ) ในการกลั่นกรองคนที่มีจิต สำนึกสาธารณะเข้ามาทำงานมากกว่าการเลือกคนเก่งอย่างเดียว การฝึกอบรมบุคลากรให้ เข้าใจเรื่อง Conflict of Interests การใช้ประโยชน์จากสื่อมวลชน ในการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการคอร์รัปชั่น การให้ความสำคัญกับภาคประชาชน หรือภาค ประชาสังคม โดยเน้นความเข้มแข็งของชุมชนใน ระดับรากหญ้า เพื่อเป็นพลัง ในการผลักดัน ตรวจสอบและ แก้ปัญหาการคอร์รัปชั่นใน สังคมไทย นอกจากนี้ควรมีระบบการตรวจสอบที่ เข้มงวด ปรับปรุงกฎหมายและวิธีพิจารณาลงโทษ ให้เคร่งครัดและจริงจังรวมทั้ง การเพิ่ม อำนาจหน้าที่ขององค์กร หน่วยงาน หรือสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตในวง ราชการให้มีอำนาจเด็ดขาดและศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษา
๔. การมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่ สื่อมวลชนเป็นแนวหน้า ของกระบวนการตรวจสอบ ติดตาม สืบค้น และนำเสนอข้อมูลข่าวสารการคอร์รัปชั่น องค์กรเอกชนมีบทบาทในการติด ตาม ตรวจสอบ เปิดประเด็น และสร้างกระบวนการตรวจสอบการคอร์รัปชั่น และ ภาคธุรกิจ เอกชนที่ต้องติดต่อกับหน่วยงานราชการโดยตรง ต้องไม่ยินยอมจ่ายและต้องร้องเรียน ทุกครั้ง ที่ถูกเรียกค่าตอบแทนหรือสินบน รวมทั้งประชาชนในฐานะเจ้าของภาษีต้องติดตาม ตรวจสอบ และแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสเมื่อ พบเห็นพฤติกรรมการคอร์รัปชั่น
๕. การปรับเปลี่ยนค่านิยม โดยเฉพาะ ค่านิยมที่ไม่ถูกต้องในสังคมไทยซึ่งฝังรากลึก ภายใต้โครงสร้างสังคมอุปถัมภ์และการบริโภคนิยม วิธีการปรับเปลี่ยนค่านิยมให้ถูกต้อง ได้แก่ การค้นหา ต้นแบบที่ดีและเหมาะสม การใช้กลไกทางสื่อมวลชน ในการแพร่ข่าวสารข้อมูล และนำเสนอค่านิยมสร้างสรรค์ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ได้แก่ กล้ายืนหยัดทำใน สิ่งที่ถูกต้อง ซื่อสัตย์และ มีความรับผิดชอบ โปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่เลือกปฏิบัติ และมุ่งผล สัมฤทธิ์ของงาน
การคอร์รัปชั่นเป็นวงจรอุบาทว์ที่สะสม มานานในสังคมไทย แม้ว่ารัฐบาลได้มียุทธศาสตร์ ในการประกาศสงครามกับการคอร์รั่ปชั่นแล้วก็ตาม แต่ยังมองไม่เห็นว่าจะได้รับการแก้ไขได้ มากน้อยเพียงใด อาจมีบุคคลจำนวนมากที่ต่อต้านหรือ ไม่เห็นด้วยกับการคอร์รัปชั่นที่ไม่เปิด เผยตัว นับว่าเป็น “ กลุ่มพลังเงียบที่ยิ่งใหญ่ ” ( Silent Majority ) ที่ต้องกล้าออกมาแสดง ตนในการต่อต้านการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอให้ผู้มีอำนาจออกมา แก้ปัญหา เพราะอาจเป็น สิ่งที่เป็นไปได้ยาก ทั้งนี้เนื่องจากบุคคลดังกล่าว มักเคยผ่านขบวน การคอร์รัปชั่น มาแล้วไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามผู้เขียนเองก็ยังไม่แน่ใจว่า ผู้ที่ ต่อต้าน หรือไม่เห็นด้วย หรือ ไม่ร่วมด้วยกับการคอร์รัปชั่น ทั้งตามน้ำและทวนน้ำจะมีจำนวนเท่าใด ใน สังคมไทย อาจเป็นเพียง “ กลุ่มพลังเงียบที่น้อยนิด ” ( Silent Minority ) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ปัญหาการคอร์รัปชั่นในสังคมไทยก็คงแก้ไม่ได้อย่างแน่นอน ตราบใดที่ยังไม่ได้ ปรับ เปลี่ยนวัฒนธรรมในการสร้างจิตสำนึกที่ดีไม่มีการคอร์รัปชั่นผูกพันในสังคม ไทยให้ หมดสิ้น ไปตลอดกาล |